ญี่ปุ่นเล่าเรื่อง | ไปทำพาสปอร์ตใหม่ในช่วง covid-19 ระบาดในญี่ปุ่น ตอนที่2

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ คู่สามี-ภรรยาที่อาศัยอยู่ในชนบทของ ญี่ปุ่น by OkopanThunderstorm

กลับมาต่อในตอนที่สองของการทำพาสปอร์ตใหม่ใน ญี่ปุ่น

ก่อนจะเข้าเรื่องนั้นทางผมอยากจะแนะนำคุณผู้อ่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่1 นั้นให้ย้อนกลับไปอ่าน ” เมื่อผมต้องไป ทำพาสปอร์ตใหม่ ในช่วง covid-19 ระบาดในญี่ปุ่น ตอนที่1 ” ก่อนนะครับ เพื่อที่จะได้ทราบขั้นตอนในการเตรียมเอกสาร และการนัดหมายเบื้องต้นกันนะครับ

ส่วนใครที่ตามมาจากตอนที่1 นั้นก็มาต่อกันเลยนะครับ

ในพาร์ทนี้จะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางซึ่งเป็นการเดินทางแบบ one day trip เพื่อไปทำพาสปอร์ตรวมไปถึง สถานการณ์ภายในเมืองโอซากาที่ผมกับภรรยาได้ไปพบเห็นด้วยตัวเองนะครับ

เมื่อใกล้ถึงวันนัดพวกเราก็เริ่มทำการจองตั๋วรถไฟตามที่ได้แพลนไว้ ขอเสริมนิดนึงนะครับ ในตอนแรกนั้นผมกับภรรยาก็มีแพลนว่าจะลองขับรถจากโทยาม่าไปยังโอซากา เนื่องจากพวกเราค่อนข้างกังวลเรื่องไวรัสโควิดอยู่พอสมควร เพราะจากที่เห็นตามในข่าวนั้นก็ยังพบว่ายังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังเดินทางโดยรถไฟรวมไปถึงพบข่าวบางส่วน เช่น พบพนักงานที่ทำงานภายในสถานีติดเชื้อโควิดเป็นต้น แต่ว่าการเดินทางโดยรถยนต์นั้นกินเวลาถึง “หกชั่วโมง” ซึ่งมันนานมาก (ถ้าเป็นที่ประเทศไทยขับรถไปอาจจะใช้เวลาไม่น่าจะเกิน2ชั่วโมง) และพวกเราเองก็คงไปไม่ทันเวลานัดแน่ๆ

 

สุดท้ายพวกผมก็เลยตัดสินใจใช้บริการของ JR แทนซึ่งใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่สามชั่วโมงเท่านั้น และก็ได้จองตั๋วผ่านทางเว็บไซต์โดยแผนการเดินทางที่ผมกับภรรยาแพลนไว้ก็คือ นั่งรถไฟจากสถานนีใกล้บ้านของผมไปยังสถานี คานาซาว่า ( 金沢駅 ) เพื่อเปลี่ยนรถไปขึ้นเจ้า Thunderbird เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานี โอซาก้า ( 大阪駅 ) โดยตรง ก่อนที่จะไปใช้ต่อรถไฟในตัวเมืองเพื่อไปยังสถานกงสุลใหญ่ฯตามในแผนที่ที่ทางสถานกงสุลใหญ่ฯระบุไว้

แผนที่ทางสถานกงสุลรวมไปถึงวิธีเดินทาง

ที่อยู่อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา

Bangkok Bank Building-4th floor, 1-9-16 Kyutaro-machi, Chuo-ku, Osaka 541-0056

การเดินทางด้วย Metro Train

  • จากรถไฟใต้ดินสายซาไคสุจิ [Sakaisuji Line] (สายสีน้ำตาล) ลงที่ สถานีซาไคสุจิ-ฮมมาจิ ออกประตูทางออกหมายเลข 7 เดินเลียบถนนมาทางทิศใต้ 2 นาที (ประมาณ 170 เมตร)
  • จากรถไฟใต้ดินสายชูโอ [Chuo Line] (สายสีเขียว) ลงที่ สถานีซาไคสุจิ-ฮมมาจิ ออกประตูทางออกหมายเลข 7เดินเลียบถนนมาทางทิศใต้ 2 นาที (ประมาณ 170 เมตร)

เริ่มเดินทางในวันนัดทำพาสปอร์ต

วันที่ 3 สิงหาคม เวลา 4.30 น. เป็นเวลาที่ผมต้องตื่นมาเตรียมตัวเพื่อเตรียมออกเดินทางเพื่อไปยังสถานีคานาซาว่าให้ทันเวลา 6.30น. เพราะเวลาที่รถ Thunderbird ออกเดินทางคือ 6.45 และของสำคัญที่ห้ามลืมที่ต้องนำไปยื่นเพื่อทำพาสปอร์ตก็ คือ บัตรประชาชนของประเทศไทย, ไซริวการ์ด, และหนังสือเดินทางเล่มเก่า (ของสามอย่างนี้ยังไงก็ห้ามลืมเด็ดขาด) พอพวกเราเตรียมทุกอย่างพร้อมก็เริ่มออกเดินทางกันในทันที

พวกเราขึ้นรถไฟขบวนที่สองของวันเพื่อเดินทางไปยังคานาซาว่าซึ่งก็เป็นไปตามแพลนที่วางไว้ ทุกอย่างราบรื่นดี ในตอนแรกพวกเราคิดว่ารถไฟที่พวกผมจะต้องนั่งไปยังคานาซาว่าจะต้องเต็มแน่ๆเพราะโดยปกตินั้นรถไฟ Thunderbird ที่เป็นที่นั่งแบบ reserved มักจะถูกจองเต็มเป็นประจำ แต่ในคราวนี้กลับโล่งจนน่าตกใจจริงๆ ผมแปลกใจตั้งแต่ตรงจุดรอรถไฟที่เป็นโซนเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่ไม่ค่อยมีคนมากเหมือนปกติโดยเฉพาะตรงโซนที่เป็น non-reserved นี่ไม่มีคนเลยดีกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่ผมเองก็ไม่แน่ใจ

6.45 น. รถไฟออกเดินทางจากสถานีซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็เดินทางไปถึง สถานีโอซาก้า ( 大阪駅 ) เมื่อออกมาจากขบวนรถผมกับภรรยาเองก็ค่อนข้างงงเล็กน้อยเนื่องจากไม่ได้เข้าเมืองมานานมาก ( ตั้งแต่ย้ายจากไทยมาอยู่ญี่ปุ่นผมกับภรรยาก็ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวยังเมืองใหญ่ๆอย่างโอซากา หรือโตเกียวเลย คือเข้าใจความหมายของคำว่าบ้านนอกเข้ากรุงเลย )

ในตอนแรกผมเข้าใจว่าเจ้ารถไฟสาย Chuo Line (中央線, หรือ ชูโอเซน) เนี่ยเราสามารถขึ้นรถไฟจากสถานีโอซาก้าได้เลยแต่จากที่ดูตามป้ายเพื่อหาวิธีที่จะไปขึ้นรถไฟเส้นนั้นมันไม่มีป้ายบอก(หรือเพราะด้วยความรีบทำให้ผมหาไม่เจอก็ไม่รู้)

จนสุดท้ายเลยให้คุณภรรยาช่วยลองไล่ดูจากรายชื่อสถานีรถไฟก็ได้ข้อสรุปว่า เดินไปขึ้นรถไฟจาก Nishi-Umeda Station ( 西梅田駅 ) แทนแล้วไปลงที่ Hommachi Station ( 本町駅 ) เพื่อเปลี่ยนสายไปยัง Chuo Line จากนั้นก็จะตรงไปยังSakaisuji-Hommachi ( 堺筋本町駅 )เป็นสถานีแรกเลย อ้อลืมบอกไปว่าตอนซื้อตั๋วที่ Nishi-Umeda นั้นสามารถเลือกสถานี Sakaisuji-Hommachi ได้เลยนะครับ

หลังจากถึงสถานี Sakaisuji-Hommachi ออกมาก็จะมีป้ายบอกทางเลยว่าสถานกงสุลใหญ่ฯต้องออกทางประตูไหนพวกเราก็แค่เดินตามทางไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงทางออกซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลา 9.55 น. ซึ่งถือว่ามาถึงไวก่อนกำหนดมาก (เวลานัดของผมนั้นคือ 10.30) แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะไปรอที่ไหนพวกเราก็เลยตรงไปยังสถานกงสุลใหญ่ฯทันที

10.00น. เมื่อผมไปถึงก็เห็นคนนัดทำพาสปอร์ตคิวแรกกำลังยื่นเอกสารพอดีซึ่งใช้เวลาประมาณ 5นาที เขาก็ขึ้นไปข้างบนเพื่อไปทำการถ่ายรูป ผมไม่รอช้าก็ไปแจ้งชื่อกับเจ้าหน้าที่จากนั้นเขาก็ให้กรอกเอกสารสองใบซึ่งก็คือเอกสารยืนยันคำร้องขอทำพาสปอร์ตส่วนอีกอันก็คือที่อยู่สำหรับจัดส่งพาสปอร์ต หลังจากที่กรอกเสร็จก็ยื่นเอกสารแล้วก็ชำระเงิน 9000เยน (แนะนำให้เตรียมไปให้พอดีนะครับ) จากนั้นก็รับไฟล์เอกสารแล้วขึ้นไปชั้น 4 เพื่อรอคิวทำพาสปอร์ตได้เลย

ทุกอย่างเหมือนจะใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานแต่ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นครับ เพราะเนื่องจากทางฝ่ายพาสปอร์ตได้ทำการปรับปรุงระบบใหม่ซึ่งยังคงไม่เสถียรทำให้ทุกอย่างค่อนข้างล่าช้าซักเล็กน้อย ซึ่งเกิดปัญหาตั้งแต่คิวแรกที่ขึ้นมาก่อนหน้าผมก็เลยทำให้กว่าคิวแรกจะเสร็จก็ปาไปเกือบเที่ยง และเมื่อถึงคิวผมไม่รู้ว่าโชคดีหรือยังไง ทุกอย่างก็ทำได้อย่างราบรื่นสุดท้ายก็รับใบเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ ทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อน 12.30น. (แอบช้ากว่าที่ผมกับภรรยาแพลนไว้เล็กน้อย)

สถานการภายในเมืองโอซากา

หลังจากเสร็จสิ้นการทำพาสปอร์ตเป็นที่เรียบร้อยด้วยสถานการที่ไม่ค่อยน่าเที่ยวเท่าไหร่พวกเราก็เลยตัดสินใจกลับทันที แต่ก็แอบแวะซื้อเบนโตะก่อนกลับเพราะยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยก็เลยแพลนว่าจะซื้อขึ้นไปกินบนรถไฟขากลับ พวกเราก็เลยแวะไปยังร้านข้าวหน้าเนื้อเจ้าดังในห้างติดกับสถานีโอซากา ซึ่งสถาการณ์ในเมืองเท่าที่สังเกตุก็มีผู้คนที่ยังทำตัวเป็นปกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยเฉพาะวัยรุ่นที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซักเท่าไหร่ (ทั้งไม่ใส่หน้ากาก เดินเกาะกลุ่มกัน) ซึ่งก็ทำให้ผมเข้าใจที่แฟนเล่าให้ฟังจากข่าวเลยว่าทำไมส่วนใหญ่เชื้อไวรัสแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นในโอซากากันเยอะ

แต่จะให้เราไปบอกพวกเขาให้สวมหน้ากากมันก็ดูบ้าเกินไปสุดท้ายก็รีบซื้อรีบกลับขึ้นไปยังสถานีเพื่อซื้อตั๋ว Thunderbird เพื่อกลับบ้าน ซึ่งก็โชคดีได้รอบ 12.55 ในวันนั้นก็เลยเข้าไปรอขึ้นรถไฟได้เลย และเมื่อเข้ามารอตรงชานชาลา ผมก็สังเกตุว่าไม่ค่อยมีคนรอตรงชานชาลาเลยยิ่งตรงโซน non-reserved นี่แบบโล่งผิดหูผิดตา แต่ก็ถือเป็นโชคดีสำหรับพวกผมที่ไม่ต้องลุ้นเรื่องที่นั่ง

อันที่จริงตอนที่พวกผมจองตั๋วขาไปนั้นพวกผมได้จองตัวขากลับไว้ด้วย เนื่องจากตอนนั้นมันมีโปรโมชั่น แต่ทีนี้พวกเรามาคิดๆดูแล้วว่ามันคงไม่คุ้มที่จะต้องมาเสี่ยงโดยการตระเวรเที่ยวในเมืองเพื่อฆ่าเวลา3-4ชั่วโมงเพื่อรอเวลากลับบ้าน ก็เลยตัดสินใจยกเลิกตัวขากลับแล้วมาวัดดวงเอาในวันนั้นซึ่งก็ถือว่าโชคดีสำหรับพวกเราสุดท้ายก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ จากนั้นก็รอประมาณสองสัปดาห์กว่าๆพาสปอร์ตก็มาส่งโดยแมวดำ ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยเพราะในที่สุดก็ได้พาสปอร์ตเล่มใหม่มาไว้ในครอบครอง (จากในรูป ด้านซ้ายคือพาสปอร์ตเล่มเก่า ส่วนด้านขวาคือเล่มใหม่ที่ไปทำมา)

ท้ายสุดนี้ก็อยากจะบอกว่าขั้นตอนการทำพาสปอร์ตใหม่ใน ญี่ปุ่่น นั้นก็ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิดรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่นี่ก็ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี แต่เพียงแค่อยากแนะนำสำหรับใครที่อยู่ต่างจังหวัดที่ไกลจากโอซากา หรือโตเกียวนั้นผมอยากให้มาค้างคืนในเมืองซักคืนแล้วตื่นไปติดต่อทำพาสปอร์ตจะดีกว่าเพื่อภาพที่สวยงามบนพาสปอร์ตของคุณเอง(ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปรอทำพาสปอร์ตตอน 11โมงกว่าๆ ก็ลองนึกสภาพกันเอาเองนะครับว่ารูปที่ออกมจะเป็นอย่างไร T-T ) รวมทั้งไม่เหนื่อยจากการเดินทางด้วย

และผมก็ขอจบหัวข้อ เมื่อผมต้องไปทำพาสปอร์ตใหม่ในช่วง covid-19ระบาดใน ญี่ปุ่น แต่เพียงเท่านี้นะครับ

ขอบคุณท่านผู้อ่านที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านบทความนี้

หากท่านผู้อ่านอยากติดตามข้อมูลหรือเรื่องราวชีวิตของพวกเราเพิ่มเติมนอกเหนือจากในเว็บไซต์

instagram: okopanthunderstorm
facebook: okopanthunderstorm.

หาใครมีข้อสงสัย หรือข้อติชมสามารถคอมเม้นต์ไว้ที่ด้านล่างได้เลยนะครับ

Related Posts

Leave a comment